วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2563

What is iHear Sound?


 *ฉัน* กับ *เสียง*
I hear sound-ฉันได้ยินเสียง
Subject-ฉันคือ *ผู้ได้ยิน* เสียง
Object-เสียงคือ *สิ่งที่ถูกได้ยิน* โดยฉัน
ฉันกับเสียงคือ *ตัวผู้รู้* กับ *สิ่งที่ถูกรู้*

ออดิโอไฟล์ Audiophile มาจากคำ audio ในภาษาละตินคือ “ฉันได้ยิน I hear” และคำ philo ในภาษากรีกคือ “ความรัก loving” มารวมกัน Audiophile จึงหมายถึงผู้ที่รักในการฟังเสียงเพลงหรือนักเล่นเครื่องเสียง

การเล่นเครื่องเสียงเพื่อให้ได้คุณภาพสมบูรณ์ตรงความต้องการในสภาวะแวดล้อมและอุปกรณ์ในชุดเครื่องเสียงจะอำนวย ประการสำคัญที่เป็นหัวใจของการเล่นเครื่องเสียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาของตัวเครื่องเพียงอย่างเดียวแต่นักเล่นมักให้ความสนใจไปกับการเลือกสรรอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเอามาประกอบรวมกัน ใส่ใจการจัดมุมวางลำโพง ทิศทางสาย ตำแหน่งวางเพาเวอร์แอมป์ และอื่นๆอีกมากมาย พิถีพิถันทุกอย่างเพื่อรีดคุณภาพเสียงออกมาให้ได้คุณภาพสูงสุด นักเล่นเครื่องเสียงแนวทางนี้จะไม่ใช้อุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ประเภทการปรับแต่งเสียงช่วยแต่อย่างใดเน้นอุปกรณ์เพียงน้อยชิ้นเพื่อให้เสียงนั้นถูกปรุงแต่งน้อยที่สุด

นักเล่นเครื่องเสียงที่ฉลาดจะไม่จ่ายค่าอุปกรณ์แพงระดับสูงสุดและก็ไม่ได้เลือกจ่ายในราคาต่ำสุด แต่เลือกคุณภาพตามความเหมาะสมและความเข้ากันได้ทางบุคลิกเสียงที่สามารถเติมเต็มความไพเราะซึ่งกันและกัน จึงต้องศึกษาหาข้อมูลและได้ลองฟังจนมีความรู้ความเข้าใจเสียก่อน ดังนั้นการเลือกของที่มีคุณภาพเสียงที่ดีมาประกอบกันและไม่ละเลยรายละเอียดทุกขั้นตอนจะช่วยเพิ่มอรรถรสของเสียงให้น่าฟังขึ้นไปอีก ส่วนนักเล่นเครื่องเสียงมือใหม่จะเล่นเครื่องเสียงแบบไหนอย่างไรนั้น ให้ลองฟังเสียงดนตรีจริงๆ ที่ไม่ผ่านการขยายเสียงสักครั้ง ประเภทการแสดงสดหรือวงออเครสต้า เพื่อจะได้พอเข้าใจความต้องการของตนเองว่าจะเล่นเครื่องเสียงแบบใด้


☆Updateเพิ่มเติม; คุณเอฟซี(สหายธรรม)คัดลอกมาจากบทความหมอสันต์

พูดถึงวิธีการขุดค้นหาสิ่งที่ตัวเองรักชอบจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า passion นั้น วิธีการของฝรั่งก็คือย้อนกลับไปขุดค้นหาความประทับใจในวัยเด็กให้พบว่าตัวเองมีความสุขกับเรื่องอะไร แล้วนำมาเป็นแรงผลักดันให้มีความสุขกับการทำอะไรคล้ายๆกันนั้นในวัยผู้ใหญ่ นี่เป็นสูตรสำเร็จที่เขียนไว้ในหนังสือหรือสอนกันในหลักสูตร motivation ต่างๆของฝรั่ง

แต่ถ้าคุณจะเอาคำแนะนำจากหมอสันต์ ผมจะไม่แนะนำอย่างนั้นนะ เพราะไม่ว่าคุณจะจับเอาความประทับใจจากช่วงไหนของวัยเด็กมาเสาะหาสิ่งที่รักชอบและที่จะทำมันได้อย่างมีความสุขตลอดวัยผู้ใหญ่อย่างไร ท้ายที่สุดสิ่งนั้นหรืออาชีพนั้นมันก็เป็นเพียงบทละครเรื่องยาวบทหนึ่งที่คุณเลือกเล่น ตอนท้ายของละครคุณก็จะ "คิดได้" อยู่ดีว่านี่มันเป็นเพียงการเล่นละคร เป็นเพียงการเล่นขายของ แล้วก็เกิดความรู้สึกว่า เบื่อละ กลับบ้านหาแม่ดีกว่า ดังนั้นคำตอบเรื่องเป้าหมายในชีวิตที่คุณอยากได้หากคุณจะเอาในเวอร์ชั่นของหมอสันต์มันไม่เหมือนของฝรั่งและไม่เหมือนในตำราหรือในคอร์ส motivation ทั้งหลายนะ ต้องทำใจไว้ก่อน

เพราะปลายทางของการแสวงหาของทุกคนรวมทั้งคุณและผมด้วยก็คือ "ความสุข" ตัวผมเองนี้แก่ได้ที่พอจะเข้าใจแล้วว่าความสุขจากการเล่นละครไม่ว่าจะเป็นบทที่เราชอบมากแค่ไหน มันก็จะสุขเฉพาะตอนเล่นอยู่บนเวที แต่พอละครจบแล้ว มันก็จบ บ๋อแบ๋ ไม่มีอะไรเหลือ ยิ่งไปกว่านั้นขณะที่คุณเล่นละคร อินอยู่กับบท บางครั้งมันเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบไม่คาดฝันในชีวิตขึ้นแบบนอกบท ความเจนจัดในบทบาทที่คุณฝึกซ้อมมาดีและเล่นได้ดีช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย แต่การเสาะแสวงหาคำตอบจากการเรียนให้รู้จักตัวคุณเอง จะช่วยคุณได้

 ที่ผมพูดว่าให้รู้จักตัวเองผมหมายถึงรู้จักร่างกาย ความคิด และความจำของคุณเอง จิตสำนึกรับรู้ (consciousness) ของคุณเอง รู้ว่ามันมีกลไกการทำงานอย่างไร มันก่อความสุขความทุกข์ให้คุณได้อย่างไร ทำอย่างไรคุณจึงจะอยู่กับมันและใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างมีความสุขและไม่ทุกข์

ถ้าจะพูดให้ practical ยิ่งขึ้นก็หมายถึงการแยกให้ออกว่าความคิดก็เป็นส่วนหนึ่ง ร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่ง ตัวคุณอันหมายถึงจิตสำนึกรับรู้ (consciousness) ของคุณก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง คุณจะต้องเรียนรู้ที่จะถอยออกมามองความคิดอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้เป็น เรียนรู้ที่จะมองดูสถานะของจิต (state of mind) ตัวเอง เรียนรู้ที่จะมองสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวตามที่มันเป็นโดยไม่พิพากษาหรือใส่สีตีไข่ใส่อารมณ์ และคุณจะต้องเรียนรู้ที่จะเข้าถึง "ความสุขสงบจากภายใน (inner peace)" ผ่านการรับรู้พลังงานในร่างกายของคุณด้วยวิธีรับรู้ความรู้สึกบนผิวกายทั่วทั้งตัว และผ่านการมองสิ่งนอกตัวให้เห็นความนิ่ง ความว่าง และความเงียบ ของสรรพสิ่งต่างๆ

นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2563

เรื่องเร่งด่วนที่ควรพิจารณา


พวกเขา *ต้องล้างระบบเก่า* เพื่อให้ระบบใหม่เติบโต
พวกเขา *กำลังหล่อหลอมโลก* เพื่อใช้ระบบ Ai ควบคุม
พวกเขา *ไม่ใช่อเมริกาไม่ใช่จีน* หรือชาติใดๆ
พวกเขา *ไม่ใช่องค์กรลับ* ของใครไม่ใช่ตัวบุคคล
พวกเขา *ไม่คลั่งศาสนา* จึงไม่ใช่ตัวแทนศาสนาใด
พวกเขา *เป็นเจ้าของเทคโนโลยี่* ทั้งหลายบนโลกนี้
พวกเขา *ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว* มีเรื่องลวงโลกมากมาย
พวกเขา *อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง* มานานนับร้อยปี
พวกเขา *มีมานาน* ไม่ต่างจากบริษัทมหาชนแห่งโลก
พวกเขา *สืบทอดผลประโยชน์* เหมือนกับมาเฟีย

มุ่งสู่ทางธรรมกันเถิดสหาย

☆Updateเพิ่มเติม; บทความคุณเล็ก(สหายธรรม)

 *พุทธิสติ* นั้นได้จากการเจริญสติปัฏฐานมีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่
 *พุทธิญาณ* นั้นได้จาการเจริญวิปัสสนาเห็นความจริงอันเป็นไตรลักษณ์
 *พุทธิปัญญา* นั้นได้จากการเจริญปัญญาจนถึงมรรคผลและนิพพาน

แต่ทว่าในปัจจุบันคำว่า *พุทธิปัญญา* ถูกใช้ในทางโลกเป็นปัญญาความรู้ไปแล้ว มันหมายถึงการรู้คิดหรือการคิดทุกชนิด ตั้งแต่ ความใส่ใจ(attending) การรับรู้(perception) การระลึกได้หรือจำได้(remembering) การคิดอย่างมีเหตุผล(reasoning) การจินตนาการหรือการวาดภาพในใจ(imaging) การคาดการณ์ล่วงหน้าหรือการมีแผนรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น(anticipating)
การตัดสินใจ(deciding) การแก้ปัญหา(problem soving)

Ai ที่คุกคามเราในระบบโทรศัพท์ไม่ใช่มนุษย์จักรกลอย่างในภาพยนตร์ แม้มันจะมี "พุทธิปัญญา" เหนือกว่ามนุษย์ แต่สิ่งที่ Ai มีไม่ได้คือ "พุทธิญาณ"

เมื่อมนุษย์ยุคใหม่ไร้ *พุทธิญาณ*
เมื่อมนุษย์ถูกฝึกให้ใช้แต่ *พุทธิปัญญา*
เมื่อมนุษย์ไม่มี *พุทธิสติ* ตกเป็นทาสกิเลสอย่างไม่รู้ตัว

Ai ที่ว่านี้จะสามารถครอบงำมนุษย์ได้

ทางรอดของมนุษย์คือการตื่นรู้และการรู้สึกตัวอันมาจากการเจริญสติปัฏฐาน 4

☆Updateเพิ่มเติม; บทความคุณเอ๊ะ(สหายธรรม)

สติปัฏฐาน 4 คือเจริญสติ-เจริญวิปัสสนา-เจริญปัญญา-ตามลำดับ

1. ใช้กายเป็นสิ่งที่ถูกรู้
เจริญสติรู้ปัจจุบัน-ของร่างกายในอริยาบทต่างๆ
เจริญวิปัสสนา-เห็นมันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา
เจริญปัญญา-พ้นจากการยึดมั่นถือมั่น

2. ใช้เวทนาเป็นสิ่งที่ถูกรู้
เจริญสติรู้ปัจจุบัน-ของความรู้สึกทุกข์-สุข-เฉยๆ
เจริญวิปัสสนา-เห็นมันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา
เจริญปัญญา-พ้นจากการยึดมั่นถือมั่น

3. ใช้จิตเป็นสิ่งที่ถูกรู้
เจริญสติรู้ปัจจุบัน-ของสฬายตนะที่กระทบแล้วปรุงแต่ง
เจริญวิปัสสนา-เห็นมันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา
เจริญปัญญา-พ้นจากการยึดมั่นถือมั่น

4. ใช้ธรรมเป็นสิ่งที่ถูกรู้
เจริญสติรู้ปัจจบัน-ของสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
เจริญวิปัสสนา-เห็นมันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา
เจริญปัญญา-พ้นจากการยึดมั่นถือมั่น

ช่วงเวลาที่พ้นจากการยึดมั่นถือมั่นแล้ว-จะเกิดการบรรลุธรรมได้เมื่อศีล-สมาธิ-ปัญญาแก่รอบ-จิตกับขันธ์ 5 แยกจากกันชั่วคราว-มัคคจิตผลจิตทำลายกิเลส

จำขี้ปากเขามาเล่าครับ

☆Updateเพิ่มเติม; ความคิดเห็นคุณเอฟซี(สหายธรรม)

ปัญญาประดิษฐ์(AI)มันเก็บข้อมูลทุกอย่างในโทรศัพท์และโซเชี่ยลไปประมวลผลมานานแล้ว พวกเขาปล่อยข่าวเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือเรื่องราวการค้นพบในอวกาศเพื่อทำลายความเชื่อทางศาสนาและรวบรวมสถิติจากคอมเม้นต่างๆที่บ่งบอกว่ามีผู้ไม่เชื่อนรกสวรรค์ ไม่เชื่อพระเจ้ามีมากขึ้น พวกเขาสามารถครอบงำมนุษย์ได้จริงๆ มีแต่ชาวพุทธที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่รู้หนทางหลุดพ้นตามพระพุทธเจ้า

มนุษย์สามารถสร้าง AI ให้มี"พุทธิปัญญา"และมี"อายุยืนยาว"กว่ามนุษย์แต่สิ่งที่มนุษย์สร้างให้มันไม่ได้คือ"ความรู้ตัว"ดังนั้นถ้าคนใดยังไม่รู้จัก"ความรู้ตัว"จะหนีไม่พ้นการควบคุมของ AI

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

รูปธรรมกับนามธรรม


เสียงที่ผ่านโสตประสาทรับรู้ของหูเกิดเป็นการได้ยินสามารถจดจำแปลความหมายว่าคือเสียงของอะไรนั้นเป็น "นามธรรม" เราสามารถรู้จักมันด้วย "สัญชาตญาณ"

 *รูปธรรม* กับ *นามธรรม*
เมื่อ *อายตนะภายนอก* รับรู้รูปธรรมคือคลื่นความถี่เสียง
 *อายตนะภายใน* จึงปรากฎนามธรรมของเสียง
รูปธรรมคือสิ่งที่ *สามารถ* วัดค่าและแสดงผลได้
นามธรรมคือสิ่งที่ *ไม่สามารถ* วัดค่าและแสดงผล

 *ความรู้* กับ *การรู้*
ความรู้มาจาก *ผู้อื่นรู้* ด้วยการอ่านตำราเรื่องเสียง
การรู้มาจาก *ตัวเองรู้* ด้วยประสบการณ์ที่ได้ยินเสียง
ความรู้ใช้สมองเรียนรู้ด้วย *การคิด* แล้วเข้าใจ
การรู้ใช้การฟังเรียนรู้ด้วย *ความรู้สึก* แล้วจดจำ

 *ปรีชาญาณ* กับ *สัญชาตญาณ*
ความสามารถในการ *เรียนรู้ด้วยสมอง* คือปรีชาญาณ
ความสามารถในการ *ฟังแยกแยะเสียง* คือสัญชาตญาณ
*การศึกษาหาความรู้* เพื่อให้เข้าใจได้อย่างถูกต้อง
*การฝึกฝนทักษะการฟัง* เพื่อให้เกิดการรู้ที่ถูกต้อง

 *ปัญญาญาณ* กับ *พุทธิญาณ*
เมื่อ *ความรู้และการรู้* ที่ถูกรวมกันจึงเกิดเป็นปัญญาญาณ
*การระลึกรู้* ในกระบวนการจึงแจ่มแจ้งตั้งแต่ต้นจนจบ
ด้วย *ปรีชาญาณและสัญชาตญาณ* นั้นรวมเป็นพุทธิญาณ
*การมีปฏิภาณไหวพริบ* ในขณะทำงานจึงเกิดอัตโนมัติ

 *พุทธิปัญญา* กับ *ความรู้แจ้ง*
 *ผู้รู้แจ้ง* ใช้พุทธิปัญญาบอกเล่าเป็นความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจ
แต่ *ผู้อ่านผู้ฟัง* ผ่านภาษามานั้นไม่เกิดความรู้แจ้งตามได้
พุทธิปัญญาและความรู้แจ้งเป็นปัจจัตตังที่เกิดได้ *เฉพาะตน*
ทุกคนจึงต้องเรียนรู้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม *ด้วยตนเอง*

 *ทางโลก* กับ *ทางธรรม*
 *โลกียธรรม* ใช้ตรรกะความคิดสามารถเข้าใจได้
ปัญญาทางโลกอาศัย *ภาษาในการเรียนรู้* สิ่งต่างๆ
 *โลกุตตรธรรม* ใช้ตรรกะความคิดไม่อาจจะเข้าใจ
ปัญญาทางธรรมอาศัย *สติเรียนรู้สภาวะธรรม* ที่ปรากฏ

 *สมาธิ* กับ *การรู้สึกตัว*
สัมมาสมาธิ *ไม่ใช่การนั่งหลับตา* แต่ได้จากการลืมตารู้ตัว
การรู้สึกตัวคือจิตไม่หลงไปคิดทำให้เกิด *สติสัมปชัญญะ*
สมาธิที่มี *จิตตั้งมั่น* การได้ยินจะแจ่มชัดอยู่ในปัจจุบันขณะ
ความรู้สึกตัว *ปราศจากนิวรณ์* จิตจะตื่นตัวมีสมาธิอัตโนมัติ

 *ปุถุชน* กับ *อริยชน*
ปุถุชน *ทำสมาธิ* เพื่อจะได้อภิญญามีหูทิพย์ตาทิพย์เหนือมนุษย์
อริยชน *ทำวิปัสสนา* เพื่อได้ดวงตาเห็นธรรมเห็นไตรลักษณ์
ปุถุชน *ผู้ไม่เคยรู้สึกตัว* เหมือนว่าไม่เคยตื่นจากความฝัน
อริยชน *รู้สึกตัวได้* เหมือนว่าเคยตื่นจากความฝันมาแล้ว

 *เจโตวิมุตฺติ* กับ *ปัญญาวิมุตฺติ*
การหลุดพ้น *จากกิเลสชั่วคราว* ด้วยฌานคือเจโตวิมุตฺติ
การหลุดพ้น *จากกิเลสถาวร* ด้วยวิปัสสนาคือปัญญาวิมุตฺติ
เจโตวิมุตฺติ *มีหลายเส้นทาง* พบในคำสอนนอกศาสนาพุทธ
ปัญญาวิมุตฺติ *มีเส้นทางเดียว* คือการเจริญสติปัฏฐานทำวิปัสสนา


☆Updateเพิ่มเติม; บทความของคุณพศิน อินทรวงศ์

ความฉลาดและปัญญาคล้ายกัน แต่แท้จริงคือฟ้ากับเหว ความฉลาดคือความรอบรู้โลกภายนอกเพื่อบีบคั้นโลกภายใน ส่วนปัญญาคือความรอบรู้โลกภายในเพื่อเปิดพื้นที่ให้โลกภายนอก ความฉลาดเป็นทางไปสู่ความโง่เขลา ตีบตัน และความทุกข์ทน ส่วนปัญญาเป็นทางไปสู่ความผลิบานและตื่นรู้ของชีวิต

ความฉลาดต้องการความมั่นคง แต่ปัญญาต้องการเสรีภาพ แก่นแท้ของความฉลาดคือความกลัว แต่แก่นแท้ของปัญญาคือความเป็นหนึ่งเดียว ความกลัวทำให้เกิดการแบ่งแยก ส่วนความเป็นหนึ่งเดียวทำให้เกิดปรากฏการณ์หลอมรวมเป็นเอกภาพ

ความฉลาดนั้นมองง่าย ส่วนปัญญานั้นมองยาก เราบอกได้ไม่ยากเมื่อพบคนฉลาด แต่บอกได้ยากนักว่าใครคือผู้มีปัญญา ผู้มีปัญญานั้นนิ่งเงียบ เป็นผู้เฝ้ามอง ขณะที่ผู้มีความฉลาดนั้นเสียงดัง ผู้มีปัญญาจึงคงอยู่ในความธรรมดาแตกต่างกับผู้มีความฉลาด บางครั้งเราได้พบผู้มีปัญญาโดยไม่รู้ เหมือนได้สัมผัสสายลมเย็น รู้สึกได้ แต่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นภาพ

☆Updateเพิ่มเติม; บทความของคุณเล็ก(สหายธรรม)

คำว่าปัญญาและคำว่าสติที่ใช้ทางโลกมีความหมายคนละอย่างกับความหมายในทางธรรม

ปัญญาที่เป็นไตรสิกขาต่างกับปัญญาความรู้
สติที่เป็นสติปัฏฐานต่างกับสติในการดำรงชีวิต

จึงควรตระหนักไว้ว่าเมื่อเรียนธรรมะนั้นเรากำลังเข้าใจด้วยความหมายทางโลกหรือทางธรรมกันแน่

พุทธิสติคือการรู้กายรู้ใจเรียนรู้สภาวะธรรมในชีวิตประจำวัน
ไม่ใช่นั่งสมาธินั่งจินตนาการทำความเข้าใจ

พุทธิญาณคือการรู้ที่ชัดของสฬายตนะ
จนเห็นความจริงในมุมของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

พุทธิปัญญาคือการเห็นแจ้งแทงตลอดในทุกข์
เหตุแห่งทุกข์ ความดับของทุกข์และหนทางปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น

แต่ทว่าในปัจจุบันคำว่าพุทธิปัญญาถูกใช้ในทางโลกเป็นปัญญาความรู้ไปแล้ว

☆Updateเพิ่มเติม; บทกวีของคุณบุษบา(สหายธรรม)

intuition ญาณปัญญา นั้นมาเอง
จิตไม่เพ่ง ไม่เล็งผล จนลำบาก
พ้นความคิด จิตที่หลง ดำรงมรรค
ปราศจาก อยากโลภะ เจตนา

intellect ปัจเจกมี ปรีชาญาณ
จากการอ่าน จากการเรียน เพียรค้นคว้า
อย่ายึดติด ความคิดจำ ตามตำรา
เชื่อสัญญา หาได้เห็น เป็นภาพมัว

instinct เป็นสัญชาต ญาณดี
คือการที่ มีสำนึก รู้สึกทั่ว
จึงรู้ชัด สัมผัสรู้ อยู่กับตัว
ไม่ใช้หัว เป็นตัวคิด พาจิตล้น

cognitive processing สามสิ่งรู้
นำไปสู่ ประตูชัย ได้มรรคผล
เลือกประเภท ตามเหตุใช้ ดั่งใจตน
เพื่อหลุดพ้น ไม่ทนทุกข์ ประยุกต์มัน

ค่าเลข 0 นั้นสำคัญไฉน


เสียงที่มาจากแหล่งกำเนิดเสียงได้แก่เสียงร้อง เสียงเครื่องดนตรี คือ  "คลื่นความถี่เสียง" ที่ผ่าน Microphone เป็น "รูปธรรม"  ที่เราสามารถเรียนรู้กระบวนการด้วย "ปรีชาญาณ"

การทำเครื่องเสียงกลางแจ้ง(PA.)นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ช่อง Input คือทางเข้าของเสียงอันเป็นรูปธรรมผ่านเครื่อง Mixer ซึ่งแต่ละช่องมีปุ่มปรับแต่งเสียง Hi Mid Low ถูกตั้งค่าเบื้องต้นไว้ตรงกลางคือเลข 0 การบิดปุ่มแต่ละอันไปซ้าย(-)หรือขวา(+) จะทำให้เสียง *เปลี่ยน* ไปจากเสียงที่เข้ามาแล้วส่งออกช่อง Output ไปยังเครื่องขยายเสียงเปิดออกลำโพง

ความเข้าใจง่ายๆนี้มีความสำคัญที่เอาค่าเลข 0 เป็นความจริงของเสียง(Audio)เพื่อใช้ทดสอบฟังลำโพงก่อนเริ่มทำการปรับแต่งเสียงสดๆด้วยเครื่องมือ Prosessor อื่นๆ

ในขณะที่เสียงจากลำโพงอันเป็น *รูปธรรม* ผ่านหูของเราเข้ามายังโสตประสาทเกิดเป็น *นามธรรม* นั้นไม่มีตัวเลข 0 เพื่อบอกให้รู้ความจริงของเสียง ความแม่นยำของหูแต่ละคนมีศักยภาพไม่เท่ากัน *การรู้* เสียงอันเป็น *นามธรรม* จึงไม่เที่ยงตรงเพราะไม่มีตัวเลขบอก ไม่เหมือนเสียงอันเป็น *รูปธรรม* ที่มีเครื่องมือแสดงผลตรงตาม *ความรู้* ในตำราแล้วปรับแต่งค่าตัวเลขตามความถี่ได้

แต่ละคนจึงต้องมีเพลงที่หูของตัวเองจำได้เอามาใช้เปิดเป็น Sound check หลังจากติดตั้งเครื่องเสียงเสร็จในแต่ละงาน เสียงเพลง(Audio file)ที่ผ่าน Mixer ที่ค่าเลข 0 ร่วมกับความจำของหูเป็นความจริงที่ใช้อ้างอิงในการปรับแต่งอุปกรณ์ทั้งหมดอย่างมั่นใจ

การทำงานระบบเสียงกลางแจ้งแบบ real time กับการเจริญจิตตานุปัสสนากรรมฐานด้วยการอยู่กับปัจจุบันมีสติรู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยอาศัยค่าเลข 0 เป็นฐานที่มั่น

ตัวผู้รู้ได้ยินเสียงที่ผิดไปจากความจริง(+-)
เพราะหูที่เป็นกลางอยู่ที่ 0 ตั้งมั่นรับรู้เสียงที่ได้ยิน
ถ้าหูไม่เป็นกลางอยู่ที่ 0 เสียแล้วจะไม่สามารถจับย่านความถี่ที่มันขาดหรือเกินได้แจ่มชัด(+-)

ตัวผู้รู้เห็นจิตกระเพื่อมเมื่อผัสสะถูกกระทบ(+-)เพราะใจที่เป็นกลางอยู่ที่ 0 ตั้งมั่นรับรู้สิ่งที่กระทบผัสสะ
ถ้าใจไม่เป็นกลางอยู่ที่ 0 เสียแล้วจะไม่สามารถเห็นวิถีจิตในขันธ์5ได้แจ่มชัด(+-)

0 คืออะไร
(ลองใช้การคิดคำนวณทำความเข้าใจ)

การรู้ด้วยวิปัสสนาญาณถึงความจริงอันพ้นจากตรรกะนั้นเมื่อจะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจจะใช้ "ติ๊งต่าง" บอกให้รู้แทน "ของจริง" นั่นคือใช้ "สมมุติบัญญัติ" บอกให้ปุถุชนเข้าใจ "สัจธรรม" แต่อย่าได้หมายเอาว่ามันคือ "ของจริง"

คนที่ใช้สมองเรียนรู้ธรรมะอย่างที่เรียกว่าใช้ "ความคิดนำปัญญา" จะเอาความรู้จากตัวหนังสืออันเป็น "ติ๊งต่าง" หรือ "สมมุติบัญญัติ" มาตีความโดยเชื่อว่ามันคือ  "สัจธรรม" โดยไม่เฉลียวใจว่ามันไม่ใช่ "ของจริง"

 ครั้นเมื่อมีคนอธิบาย "ของจริง" ด้วย "ติ๊งต่าง" ที่ไม่มีในพระไตรปิฎก เขาก็จะบอกว่ามันคือ "มิจฉาทิฏฐิ" การยึดติด "สมมุติบัญญัติ" คือไม่รู้ความหมายที่แท้จริงในตัวหนังสือเรียกว่า "ปทปรมะบุคคล"

"0 คือติ๊งต่างที่ไม่มีในพระไตรปิฎก" ศูนย์ไม่ได้แปลว่า "สูญ" ไม่ได้แปลว่าไม่มีสิ่งใด

0 คือ เสียงที่มาจากเสียงต้นฉบับไม่ใช่ความเงียบ
0 คือ วิญญาณที่ไม่ถูกเวทนา สัญญา สังขารย้อมสี
0 คือ จิตบริสุทธิ์อันพ้นจากราคะ โลภะ โทสะ โมหะ
0 คือ ความคิดที่ถูกวางความเชื่อในกาลามาสูตรแล้ว

คำว่า "ว่าง" จึงไม่ใช่ไม่มีอะไรเลยแต่หมายถึง "ว่างจากการถูกครอบงำด้วยสิ่งใดๆ"

"0" จึงเป็นความ "ว่าง" มิใช่สิ่งนั้นไม่มีอีกแล้ว
การเข้าถึงความเป็น 0 ได้คือการรู้ถึง "ของจริง"
"เรา" ที่ไม่มี "ความเป็นเรา" คือ 0
"เรา" ของพระอรหันต์ไม่มี "ความเป็นเรา" ให้ยึด
พระอรหันต์ไม่มี "ความเป็นพระอรหันต์" ให้ยึด

การสอนว่า "ไม่มีเรา" คือเราที่ไม่มีความเป็นเรา
"ตถาคต" คือเราที่ไม่มีความเป็นเราอันเป็นตัวตนถาวร
การละสักกายทิฏฐิคือเห็นว่าตัวตนถาวรไม่มี

คือการแย้งคำสอนเรื่อง "อาตมัน" ที่มีมาก่อนพุทธกาล
เราไม่ใช่ "อาตมัน"  เราคือ "ตถาคต" มิใช่ตัวตนอมตะ
"ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา" คือเห็นเราที่เป็น 0
ถ้าปัญญาไม่แยบคายพอจะว่า "ไม่มีเรา" นี้พระสอนผิด

เรานั้นมีตั้งแต่เกิดจนตาย
ไม่ใช่มีตั้งแต่ก่อนเกิดหรือหลังตาย
ตอนมีชีวิตเราคือ ศูนย์ (มีตถาคต)
หลังจากตายเราคือ สูญ (ไม่มีอาตมัน)

ผู้มีปัญญาหรือผู้เจริญอริยมรรคจึงมีตัวผู้รู้ที่รู้ว่า 0 นั้นสำคัญอย่างไร

ถ้าไม่ได้ 0 ตัวผู้รู้ก็ไม่ต่างจากคนสายตาสั้นที่เห็นแต่ใกล้ๆแต่สิ่งที่ไกลออกไปเห็นมัวๆ
ถ้าได้ 0 คือได้แว่นสายตาที่ทำให้เห็นชัดแจ๋วแบบ infinity เหมือนเห็นดวงจันทร์ต่างกับตอนไม่ใส่แว่น

การรู้ 0 คือรู้ว่า "นิโรธ" เป็นอย่างไร
1. รู้ด้วยการคิดคำนวณของสมอง
2. รู้ด้วยการเข้าฌานระดับสูง
3. รู้ด้วยการเจริญสติรู้ตัว
4. รู้ด้วยการทำวิปัสสนา
5. รู้ด้วยการเกิดมรรคผล
6. รู้ด้วยการเกิดเจโตวิมุตติ
7. รู้ด้วยการเกิดปัญญาวิมุตติ
เมื่อรู้ 0 หรือรู้นิโรธแล้วจึงรู้ว่า "ปฏิบัติอะไรเพื่ออะไร"
ปุถุชน พระอริยบุคคล พระอรหันต์ จึงรู้อริยสัจ 4 ไม่เท่ากัน

ขอบคุณ : คุณสามารถ

การมองดวงจันทร์ด้วยความเชื่อโบราณ
กับการมองดวงจันทร์ด้วยความไม่งมงาย
เหมือนกับการเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดตามฮินดู
กับการเห็นปฏิจจสมุปบาทตามพระพุทธเจ้าสอน
☆อย่างนี้ปุถุชนใช้สมองคิดคำนวณก็ละสักกายทิฏฐิได้แล้ว

ถ้าเอาความเชื่อมานำความคิด
แล้วเอาความคิดไปนำปัญญา
การตีความตามตัวหนังสือก็ผิด
คนอย่างนี้แหละที่เรียกว่า "ปทปรมะ"

☆Updateเพิ่มเติม; บทความของคุณเล็ก(สหายธรรม)

เราคือผู้เห็นความเป็นเรา
ความเป็นเราที่เรายึดถือเรียกว่าอัตตา
เรามีอัตตาจึงปรุงแต่งจิตให้มีตัวตน
ตัวตนให้วิญญาณอาศัยเวียนว่ายตายเกิดในใจ

ถ้าเราละทิ้งความเป็นเราได้
เราจะไม่มีอัตตาที่ไปปรุงแต่งจิตเป็นตัวตน
เมื่อนั้นจะมีแค่เรากับมีแค่จิต
แต่ไม่มีอัตตาและไม่มีตัวตน

เราที่ไม่เป็นใคร = 0
จิตที่ไม่เป็นอะไร = 0
วิญญาณจึงไม่มีตัวตนให้อาศัย = 0
หลังจากตายทั้ง 3 สิ่ง = 0

จิตไม่ใช่เรา = อนัตตา
วิญญาณไม่ใช่เรา = อนัตตา
กายไม่ใช่เรา = อนัตตา
ใจไม่ใช่เรา = อนัตตา

เราเป็นเพียงผู้นอนหลับและฝันตั้งแต่เกิดจนตาย
เมื่อใดที่เราตื่นได้ครั้งหนึ่งแล้วเราจะรู้จักฝึกการตื่น
พระอรหันต์คือผู้ที่ตื่นถาวรไม่หลับอีกไปจนวันตาย
ตายแล้วจึงไม่มีเราให้ใช้แต่งนิยายสร้างละครภาค 2

รูปธรรม
อวิชชา = พ่อแม่ไม่รู้ว่าการเกิดทางกายคือเหตุแห่งทุกข์
สังขาร = เราเกิดมามีร่างกายตามกรรมพันธ์อันเป็นตัวทุกข์
วิญญาณ = การรับรู้สิ่งต่างๆจากโลกภายนอกคือปัจจัยของการเกิดความทุกข์

นามธรรม
อวิชชา = ความไม่รู้ว่าการเกิดทางจิตคือเหตุแห่งทุกข์
สังขาร = เรามีเรื่องราวปรุงแต่งของจิตอันเป็นตัวทุกข์
วิญญาณ = การรับรู้สิ่งต่างๆจากโลกความคิดคือปัจจัยของการเกิดความทุกข์

การพ้นทุกข์ได้คือ
สิ้นอวิชชา = คือการทำให้เหตุแห่งทุกข์สิ้นไปด้วยปัญญาสิกขา
วิสังขาร = เห็นแจ้งว่ากายและจิตเป็นตัวทุกข์จึงทิ้งความยึดมั่น
พระอรหันต์ยังมีวิญญาณ = การรับรู้สิ่งต่างๆจากโลกภายนอกและโลกภายในด้วยมีพุทธิสติ-พุทธิญาณ-พุทธิปัญญา

นิพพานไม่สูญคือพระอรหันต์สิ้นอวิชชา
ยังมีร่างกายและจิตเป็นสังขารเช่นมนุษย์สามัญ
ยังมีวิญญาณรับรู้โลกภายนอกและโลกภายในเช่นมนุษย์สามัญ
นิพพานตอนยังมีชีวิตอยู่จึงมีธาตุมีขันธ์เท่าเดิมไม่มีสิ่งใดดับสูญ

สักแต่รู้สิ่งทั้งหลายไปตามความเป็นจริงว่า
มันคงอยู่ตลอดไปไม่ได้เป็นธรรมดา
มันมีความบีบคั้นเป็นธรรมดา
มันบังคับควบคุมไม่ได้เป็นธรรมดา

ความรู้ตัว


ประสบการณ์ในชีวิตทุกชนิดเป็นภาพหลอนทีี่เกิดขึ้นในคอนเซ็พท์เวลาหรือในมิติเวลา แต่ว่าในทุกประสบการณ์จะมีปัจจัยหรือองค์ประกอบหนึ่งซึ่งอยู่นอกมิติของเวลาคลุกเคล้าอยู่ด้วยเสมอ องค์ประกอบนั้นก็คือสิ่งที่ผมเรียกว่า "ความรู้ตัว" นั่นแหละ แต่ว่าความรู้ตัวนี้มันก็มีได้ถึงสามสถานะ กล่าวคือ

     ในสถานะที่ 1. ถ้าเป้าที่ความรู้ตัวไปรับรู้นั้นเป็นเป้าที่ถักทอขึ้นมาจากความคิดอย่างซับซ้อนแนบเนียนกลายเป็นคอนเซ็พท์ ความเชื่อ แล้วต่อยอดเป็นความสำคัญมั่นหมายว่านี่คือตัวเราอยู่ด้วย เราก็เรียกความรู้ตัวที่เข้าไปผูกพันคลุกเคล้าอยู่กับเป้าแบบนี้ว่า "ความเป็นบุคคล (persona)" ซึ่งก็คือคุณคนที่ถือว่าตัวเองเป็นเจ้าของร่างกายที่เป็นผู้ใหญ่คนนี้

     ในสถานะที่ 2. เมื่อความรู้ตัวถอยแยกออกมาจากเป้า (object) ที่ตัวเองเฝ้าสังเกตอยู่ เราเรียกความรู้ตัวที่เฝ้ามองเป้าโดยไม่เข้าไปเกาะเกี่ยวผูกพันนี้ว่าเป็น "ผู้สังเกต (witness)" หรือ "จิตสำนึกรับรู้ (consciousness) ยกตัวอย่างเช่นคุณคนที่เป็นเด็กทารกอายุสองเดือนที่ขี่คอคุณอยู่นั่่นคือผู้สังเกต

     ในสถานะที่ 3.  เมืื่อความรู้ตัวเป็นความรู้ตัวเพียวๆคือตื่น รู้ เบิกบาน อยู่เท่านั้นโดยไม่ได้ผูกกับอะไรเลย เราเรียกความรู้ตัวในลักษณะนี้ว่าเป็นความรู้ตัวบริสุทธิ์ (pure awareness) ซึ่งบางศาสนาก็เรียกว่าปรมาตมัน บางศาสนาก็เรียกพระเจ้า บ้างก็เรียกเต๋า บ้างเรียกว่าความจริงสูงสุด (Supreme reality) บ้างก็เรียกนิพพาน สุดแล้วแต่จะเรียกกันไป แต่หมายถึงสิ่งเดียวกัน คือความว่างไรัขอบเขตที่มีความตื่น รู้ตัว มีพลังเมตตา ที่ดำรงอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้นอกมิติเวลาไม่มีเกิดไม่มีีตาย และไม่เกี่ยวอะไรกับความคิดและร่างกาย
  
     ทั้งสามสถานะนี้เป็นสิ่งเดียวกันที่ไม่เหมือนกัน แต่มีความเชื่อมโยงกัน ถ้าคุณอยู่ในสถานะที่ 1 คือเป็นความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นบุคคล คุณไม่มีทางเห็นสถานะที่ 3 คือความรู้ตัว แต่ถ้าคุณอยู่ในสถานะที่ 2 คือเป็นจิตสำนึกรับรู้หรือเป็นผู้สังเกตที่ไม่เข้าไปคลุกด้วย เมื่อคุณเฝ้าสังเกตจนความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นบุคคลหมดไป คุณจะเห็นสถานะที่ 3 คือความรู้ตัวบริสุทธิ์ ผมอธิบายคุณได้แค่นี้แหละ เพราะพูดมากกว่านี้คุณก็ยิ่งไม่เข้าใจ ตราบใดที่คุณไม่ได้อยู่ในสถานะผู้สังเกตที่ความเป็นบุคคลของคุณหมดสิ้นแล้ว ไม่ว่าพูดอย่างไรคุณก็จะยังไม่เห็นความรู้ตัวอยู่นั่นเอง

     ว่าจะไม่พูดมากให้เกินงามแล้วนะ ขออธิบายเพิ่มอีกหน่อยนะ เปรียบเรื่องความรู้ตัวนี้เป็นเรื่องน้ำในมหาสมุทร จิตสำนึกรับรู้หรือผู้รู้ตัวก็เหมือนคลื่นน้ำ ขณะที่ความรู้ตัวนั้นเหมือนเนื้อน้ำในมหาสมุทรที่นิ่่ง อยู่ข้างล่าง การเคลื่อนไหวของคลื่นน้ำก่อให้เกิดภาพหลอนเรื่องเวลา นั่นก็คือสำนึกว่าเป็นบุคคล แต่ว่าคลื่นนั้นเคลื่อนไหวอยู่บนความนิ่งของเนื้อน้ำมหาสมุทรนะ เนื้อน้ำนั้นอยู่นิ่งๆ อยู่นอกคอนเซ็พท์เวลา แต่เพราะมีมหาสมุทรที่นิ่งเป็นตัวรองรับอยู่ข้างล่างจึงเห็นคลื่นวิ่งเป็นระลอกอยู่ข้างบน

     ประเด็นสำคัญคือคุณอย่าไปหยิบฉวยเวลาไม่ว่าอดีตหรืออนาคตว่าเป็นความจริง คุณรู้ว่าอะไรจริงก็เฉพาะถ้ามันอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้เท่านั้น มองเดี๋ยวนี้ให้เห็นว่ามันไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด มองอย่างระวังระไวว่ามันมาจากไหน มันจะไปไหน แล้วคุณก็จะพบภาวะไร้เวลาที่อยู่เบื้องหลังเดี๋ยวนี้ อุปมาเมื่อคลื่นน้ำสงบก็กลับไปเป็นผิวสมุทรที่นิ่ง แต่ละโมเมนต์ของเดี๋ยวนี้ก็ล้วนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของมันที่นิ่งไม่มีจุดเริ่มต้นไม่มีจุดสิ้นสุด

    ออกจากเวลามาอยู่ที่เดี๋ยวนี้ ก็คือออกจากชีวิตที่เก่าๆอับๆในมิติของเวลามาอยู่กับชีวิตที่สดๆใหม่ๆซิงๆนอกมิติเวลา เลิกเอาความจำเก่าๆไปผูกกับอนาคตให้เกิดความหวังหรือความกลัว เปิดรับอะไรใหม่ให้เข้ามาสู่ชีวิตที่เดี๋ยวนี้ทีละโมเมนต์ รับรู้ ยอมรับ ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา ยอมรับมันตามที่มันเป็น มันมาก็สนุกกับมัน มันไปก็ไม่ไปโศกเศร้าถวิลหา นี่คือความสดของการใช้ชีวิต นี่แหละคือที่ผมพูดว่าพอกันทีกับชีวิตที่เก่าๆอับๆเหมือนขนมปังขึ้นรา

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

การค้นพบตัวเอง


การค้นพบตัวเองคือรู้ว่าตัวเองชอบอะไร รักที่จะทำสิ่งใด ทำให้มี Passion กับมันจึงเกิดความเพียร ความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อจนกระทั่งประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ มันคือการสนองอัตตาตัวตนแม้ในบางครั้งอาจทำให้หลงตัวเกิดอีโก้ไปบ้าง ถ้ามนุษย์ไม่มีทิฏฐิมานะก็จะไม่มีแรงผลักดันให้กระทำสิ่งที่ยากลำบาก คนเก่งมักจะมีความปรารถนาในการเอาชนะผู้อื่นจึงอดทนบากบั่นฝึกฝนตนเองอย่างหนัก ดังนั้นการฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึงจึงเป็นคำกล่าวที่โดนใจนักล่าฝันมาทุกยุคทุกสมัย

ความร่ำรวยความสำเร็จคือความภูมิใจและการเป็นผู้ที่สุดยอดในอาชีพนั้นสนองอัตตาตัวตน  เป็นสิ่งมนุษย์ไม่อาจละทิ้งได้เพราะมันคือเป้าหมายของชีวิต ถ้าไม่มีมันเสียแล้วในแต่ละวันคงจะหมดอาลัยตายอยาก ด้วยเหตุนี้การดิ้นรนจึงไม่มีวันสิ้นสุด จากที่หมายหนึ่งไปสู่อีกที่หมายหนึ่งยังล่อหลอกให้เราตามความฝันอันมีที่หมายต่อไปและต่อไปเรื่อยๆอยากไปต่อไม่รู้จบจนถึงวันตาย

การค้นพบตัวเองอีกอย่างที่ไม่ใช่การคิดฝันหวังความสำเร็จนั้นคือการเรียนรู้ตัวเองเพื่อที่จะรู้จักตัวเองอย่างแท้จริง มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่คนทั้งหลายมองข้ามหรือคิดว่ารู้จักตัวเองเข้าใจตัวเองดีแล้ว ความเป็นเราที่ยึดถือนั้นมันเป็นแค่บทบาทสมมุติที่เราแสดงในสังคมหรือหน้าที่การงานยังไม่ใช่ตัวตนอันแท้จริง จนกระทั่งเราไปต่อไม่ได้จบสิ้นบทบาทการเป็นตัวละครนั้นแล้วเราก็ยังโหยหามันอยู่

แม้แต่ตอนนี้เมื่อเราอยู่คนเดียวเรากลายเป็นอีกคนที่แสนธรรมดาไร้ภาพลักษณ์ในใจใครรวมทั้งไม่ต้องแสดงบทบาทในสถานะสมาชิกหนึ่งของครอบครัว การอยู่กับตัวเองจริงๆที่วางหัวโขนแล้วโดยไม่มีเป้าหมายในหัวอาจทำให้เรารู้สึกว่างเปล่าจนทนไม่ได้ต้องออกไปพบปะผู้คนหรือหยิบมือถือขึ้นมาพาตัวเองกลับไปอยู่กับการมีตัวตน การได้สนองอัตตาอย่างที่คุ้นเคยสุดท้ายแล้วเราก็พลาดหลงอยู่ในวัฏจักรเดิมๆ ที่ใจร้อนรุ่มกระวนกระวายทุกเวลาต่อไป



☆Updateเพิ่มเติม; บทความของคุณเซน(สหายธรรม)

เพราะปุถุชนถูก "อัตตาตัวตน" ครอบงำเป็นหนึ่งเดียวกัน ปุถุชนจึงเป็นผู้หลงไม่รู้เนื้อรู้ตัว การเจริญสติปัฏฐานจึงมีความสำคัญที่สุดบนเส้นทางนี้ เพื่อที่จะแยกตัวเราออกมาเป็น "ผู้เห็น"

สิ่งที่ถูกรู้ถูกแยกโดยผู้เห็น สภาวะธรรมใดปรากฎจึงถูกเรียนรู้ไปโดยไม่แทรกแซง มันจะละเอียดแยบคายขึ้นเรื่อยๆ เราจะสนุกกับการเรียนรู้ความจริงแบบซื่อๆ ในขณะที่ความคิดก็อยู่อีกฝั่งหนึ่ง เราจะรู้เท่าทันความคิดว่ามันคือ "ลูกสมุน" ของ "อัตตาตัวตน"

"อัตตาตัวตน" ไม่ใช่ซาตาน ไม่ใช่ปีศาจร้าย ที่ต้องล่ามโซ่คุมขังมัน จะต้องเรียนรู้พฤติกรรมของมันอย่างเข้าใจและเห็นอกเห็นใจมัน เรากับมันแยกเป็นอิสระต่อกันอย่าให้มันเป็นตัวเราเท่านั้นเอง

การเกิดอริยมรรคอริยผลต้องพึ่ง "อัตตาตัวตน" คนที่ "Self" จัด "Ego" จัดไม่ใช่ไม่ดี เพียงแต่ต้องรู้จักมัน มีสติเห็นมันอยู่เนืองๆโดยไม่ต้องควบคุมมัน ให้เจริญภาวนาและอยู่กับ "อัตตาตัวตน" อย่างสันติ

การเห็นโลกภายในที่มี "อัตตาตัวตน" นี้คือ "วิปัสสนาญาณ" ของจริงที่จะทำให้วันหนึ่ง รู้แจ้ง "อนัตตาธรรม"
ไตรลักษณ์ที่ใช้ความเข้าใจนั้นเป็นเพียงการหมายรู้อันเป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น การคิดไตรลักษณ์แล้วปล่อยวางจึงไม่สามารถเกิด "มรรคผล"

การเกิด "มรรคผล" ต้องอาศัย "ตัวตนภายใน" ที่เป็น "ตัวผู้รู้" ในการเห็นความจริงไปที่ละขั้นจนกระทั่ง "ตัวตนภายใน" ที่ไม่ใช่เรามันเติบโตบรรลุวุฒิภาวะเลิกเป็นเด็กติดสังโยชน์เป็นลำดับๆไป

จิตเรานี้เหมือนเด็กติดของเล่นติดเกม "ตัวตนภายใน" นี้มันไม่ยอมโตมันเป็น "เด็กแก่แดด" ที่หลอกเราครั้งแล้วครั้งเล่า พระอริยะจึงยังมีอัตตาตัวตนที่ยังทิ้งไม่ได้เพราะมีอวิชชาเป็นผู้ให้กำเนิดมันอยู่

พระอรหันต์ไม่มีจิตที่เป็นผู้หลงไม่มีจิตที่เป็นผู้รู้แต่ท่านยังมีจิตซึ่งไม่มีอวิชชา ท่านยังมีวิญญาณเพราะยังมีผัสสะครบ ยังมีขันธ์ 5 ยังมีธาตุ 4 ครบ พระอรหันต์นิพพานทั้งที่มีชีวิตจึงไม่มีอะไรสูญ จิตและวิญญาณยังคงเป็นกระแสเกิดดับสืบเนื่องไปจนถึงวันตาย

ไม่มีการทำลายจิตหรือทำลายวิญญาณ

ลูกหลานคือทายาทสืบทอดธาตุและขันธ์ของเรา เราจะเห็นความเป็นเราในตัวลูกหลานแต่ละคนที่เรียกว่ากรรมพันธ์ บางคนเห็นกรรมของตนที่ทำไว้ตกไปถึงลูกหลานแล้วได้รับผลกรรมนั้นเหมือนตกนรก ภพ ภูมิ ที่ไม่เคยเห็นก็จะเห็นว่ามันอยู่ในใจตนนี่เอง

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา



"ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต" คำว่า"ตถาคต"ของประโยคนี้หมายถึง"เรา"คือผู้ที่เห็นธรรมไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล “ตถาคต” (Tathāgata) เป็นอังกฤษว่า
1. the Accomplished One; the Thus-come; the Thus-gone; the Truth-winner; an epithet of the Buddha.
2. An Arahant.
3. a being.

ตถาคตคือบุรุษสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พูดหรือผู้ที่เห็นธรรม = บุรุษที่ 1

บุรุษสรรพนามแบ่งออกเป็น
บุรุษที่ 1 ได้แก่ ฉัน ข้าพเจ้า กระผม ผม ดิฉัน เรา อาตมา ข้าพระพุทธเจ้า เป็นบุรุษสรรพนามที่ใช้แทนผู้พูด
บุรุษที่ 2 ได้แก่ เธอ ท่าน คุณ ใต้เท้า พระคุณเจ้า ฝ่าพระบาท แก เป็นบุรุษสรรพนามที่ใช้แทนผู้ที่เราพูดด้วย
บุรุษที่ 3 ได้แก่ เขา พวกเขา มัน พระองค์ เป็นบุรุษสรรพนามที่เราพูดถึงหรือผู้พูดกล่าวถึง

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็น"เรา"
เราเป็นใคร?
เราไม่ใช่จิต
เราไม่ใช่วิญญาณ
เราไม่ใช่ธาตุรู้
เราคือความรู้ตัว
เราคือผู้มีสติตั้งมั่น

ผู้ใดเห็นธรรมจะเห็นเราแยกจาก "วิญญาณเกิดดับ" ที่มันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในใจตั้งแต่ตื่นยันหลับตั้งแต่เกิดจนตายนับชาติไม่ถ้วนเพราะมีความรู้ตัวเราจึงไม่หลงเพลินกับสิ่งที่มากระทบผัสสะ
แต่ถ้าเห็นเราเป็น "วิญญาณดวงเดียว" คือไม่เคยรู้ตัว หลงตั้งแต่ตื่นยันหลับหลงตั้งแต่เกิดจนตาย

ผู้ใดเห็นธรรมจะเห็นเราแยกจาก "จิตเกิดดับ" ที่มันนึกคิดปรุงแต่งตั้งแต่ตื่นยันหลับตั้งแต่เกิดจนตายนับชาติไม่ถ้วนเพราะมีสติตั้งมั่นเราจึงไม่หลงเพลินไปกับการนึกคิดปรุงแต่ง
แต่ถ้าเห็นเราเป็น "จิตดวงเดียว" คือไม่เคยหยุดคิด คิดตั้งแต่ตื่นยันหลับคิดตั้งแต่เกิดจนตาย

การเห็นปฏิจจสมุปบาทคือเห็นความเกิดขึ้นของทุกข์และการดับไม่เหลือของทุกข์ในขณะจิตหนึ่งๆ

โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส ปฏิจจสมุปฺปทามํ ปสฺสติ
ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท
โย ปฏิจจสมุปฺปทามํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ
ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม

ผู้ที่ยังไม่เห็นปฏิจจสมุปบาทจึงงมงายตามศาสนาผีเชื่อเรื่องวิญญาณออกจากร่างหลังตาย
ผู้ที่ยังไม่เห็นปฎิจจสมุปบาทจึงงมงายตามศาสนาพราหมณ์ฮินดูเชื่อเรื่องจิตอมตะมีตัวตนถาวร

☆จากคอมเม้นต์ของสหายธรรม: คุณสามัญชน จนและโง่, คุณSingha เด็กวัด, คุณBuddhism Education

☆Updateเพิ่มเติม; บทกวีของคุณบุษบา(สหายธรรม)

นิพพานคือการพ้นทุกข์
ใช่สุขหลังตายไปอยู่
ที่หมายสูงสุดของผู้
ได้รู้ได้พ้นก่อนตาย

ใครหวังหลังตายได้ครอง
ควรต้องลองเปลี่ยนโอนย้าย
ไปหาศาสนาใหม่
หรือไปนิกายที่ตรง

Nirvana is liberation for rest
Not after death go to happiness
At ultimate destination place
But you was that free before death

Who hopes that after the death case
Should try to transfer your head
Please to find a new religion best
Or go to the exact, you are yes

ปัญจวัคคีย์มีท่าน โกณฑัญญะ
ฟังพุทธะ ปฐมเทศ สำเร็จนำ
โสดาบัน ได้ปัญญา ตาเห็นธรรม
เพราะท่านทำ บำเพ็ญศีล อภิญญา

แจ้งทิฏฐิ วิสุทธิ์ได้ ก่อนใครนั้น
เพราะจิตท่าน ขั้นวิสุทธิ์ วิมุตติ์กล้า
เกิดมรรคผล จึงพ้นไป ไร้อัตตา
สิ้นกังขา มัคคาผ่าน แจ้งญาณทัศน์

อรหันต์ ท่านอื่นได้ ใช่เพียงฟัง
ด้วยระวัง ทั้งศีลละ จิตสะอาด
ไตรสิกขา เดิมมาครบ จบไม่ขาด
จึงสิ้นชาติพ้นวัฏฏะ พระนำทาง

ไม่ได้จิตไม่ได้ธรรม ไม่ทำเอง
ใครอวดเก่ง ไม่เคร่งครัด ตัดบางอย่าง
เปรียบตนว่า พาหิยะ จะเป็นบ้าง
หลงในว่าง ยังห่างไกล ไม่ใช่เอย