วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

รูปธรรมกับนามธรรม


เสียงที่ผ่านโสตประสาทรับรู้ของหูเกิดเป็นการได้ยินสามารถจดจำแปลความหมายว่าคือเสียงของอะไรนั้นเป็น "นามธรรม" เราสามารถรู้จักมันด้วย "สัญชาตญาณ"

 *รูปธรรม* กับ *นามธรรม*
เมื่อ *อายตนะภายนอก* รับรู้รูปธรรมคือคลื่นความถี่เสียง
 *อายตนะภายใน* จึงปรากฎนามธรรมของเสียง
รูปธรรมคือสิ่งที่ *สามารถ* วัดค่าและแสดงผลได้
นามธรรมคือสิ่งที่ *ไม่สามารถ* วัดค่าและแสดงผล

 *ความรู้* กับ *การรู้*
ความรู้มาจาก *ผู้อื่นรู้* ด้วยการอ่านตำราเรื่องเสียง
การรู้มาจาก *ตัวเองรู้* ด้วยประสบการณ์ที่ได้ยินเสียง
ความรู้ใช้สมองเรียนรู้ด้วย *การคิด* แล้วเข้าใจ
การรู้ใช้การฟังเรียนรู้ด้วย *ความรู้สึก* แล้วจดจำ

 *ปรีชาญาณ* กับ *สัญชาตญาณ*
ความสามารถในการ *เรียนรู้ด้วยสมอง* คือปรีชาญาณ
ความสามารถในการ *ฟังแยกแยะเสียง* คือสัญชาตญาณ
*การศึกษาหาความรู้* เพื่อให้เข้าใจได้อย่างถูกต้อง
*การฝึกฝนทักษะการฟัง* เพื่อให้เกิดการรู้ที่ถูกต้อง

 *ปัญญาญาณ* กับ *พุทธิญาณ*
เมื่อ *ความรู้และการรู้* ที่ถูกรวมกันจึงเกิดเป็นปัญญาญาณ
*การระลึกรู้* ในกระบวนการจึงแจ่มแจ้งตั้งแต่ต้นจนจบ
ด้วย *ปรีชาญาณและสัญชาตญาณ* นั้นรวมเป็นพุทธิญาณ
*การมีปฏิภาณไหวพริบ* ในขณะทำงานจึงเกิดอัตโนมัติ

 *พุทธิปัญญา* กับ *ความรู้แจ้ง*
 *ผู้รู้แจ้ง* ใช้พุทธิปัญญาบอกเล่าเป็นความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจ
แต่ *ผู้อ่านผู้ฟัง* ผ่านภาษามานั้นไม่เกิดความรู้แจ้งตามได้
พุทธิปัญญาและความรู้แจ้งเป็นปัจจัตตังที่เกิดได้ *เฉพาะตน*
ทุกคนจึงต้องเรียนรู้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม *ด้วยตนเอง*

 *ทางโลก* กับ *ทางธรรม*
 *โลกียธรรม* ใช้ตรรกะความคิดสามารถเข้าใจได้
ปัญญาทางโลกอาศัย *ภาษาในการเรียนรู้* สิ่งต่างๆ
 *โลกุตตรธรรม* ใช้ตรรกะความคิดไม่อาจจะเข้าใจ
ปัญญาทางธรรมอาศัย *สติเรียนรู้สภาวะธรรม* ที่ปรากฏ

 *สมาธิ* กับ *การรู้สึกตัว*
สัมมาสมาธิ *ไม่ใช่การนั่งหลับตา* แต่ได้จากการลืมตารู้ตัว
การรู้สึกตัวคือจิตไม่หลงไปคิดทำให้เกิด *สติสัมปชัญญะ*
สมาธิที่มี *จิตตั้งมั่น* การได้ยินจะแจ่มชัดอยู่ในปัจจุบันขณะ
ความรู้สึกตัว *ปราศจากนิวรณ์* จิตจะตื่นตัวมีสมาธิอัตโนมัติ

 *ปุถุชน* กับ *อริยชน*
ปุถุชน *ทำสมาธิ* เพื่อจะได้อภิญญามีหูทิพย์ตาทิพย์เหนือมนุษย์
อริยชน *ทำวิปัสสนา* เพื่อได้ดวงตาเห็นธรรมเห็นไตรลักษณ์
ปุถุชน *ผู้ไม่เคยรู้สึกตัว* เหมือนว่าไม่เคยตื่นจากความฝัน
อริยชน *รู้สึกตัวได้* เหมือนว่าเคยตื่นจากความฝันมาแล้ว

 *เจโตวิมุตฺติ* กับ *ปัญญาวิมุตฺติ*
การหลุดพ้น *จากกิเลสชั่วคราว* ด้วยฌานคือเจโตวิมุตฺติ
การหลุดพ้น *จากกิเลสถาวร* ด้วยวิปัสสนาคือปัญญาวิมุตฺติ
เจโตวิมุตฺติ *มีหลายเส้นทาง* พบในคำสอนนอกศาสนาพุทธ
ปัญญาวิมุตฺติ *มีเส้นทางเดียว* คือการเจริญสติปัฏฐานทำวิปัสสนา


☆Updateเพิ่มเติม; บทความของคุณพศิน อินทรวงศ์

ความฉลาดและปัญญาคล้ายกัน แต่แท้จริงคือฟ้ากับเหว ความฉลาดคือความรอบรู้โลกภายนอกเพื่อบีบคั้นโลกภายใน ส่วนปัญญาคือความรอบรู้โลกภายในเพื่อเปิดพื้นที่ให้โลกภายนอก ความฉลาดเป็นทางไปสู่ความโง่เขลา ตีบตัน และความทุกข์ทน ส่วนปัญญาเป็นทางไปสู่ความผลิบานและตื่นรู้ของชีวิต

ความฉลาดต้องการความมั่นคง แต่ปัญญาต้องการเสรีภาพ แก่นแท้ของความฉลาดคือความกลัว แต่แก่นแท้ของปัญญาคือความเป็นหนึ่งเดียว ความกลัวทำให้เกิดการแบ่งแยก ส่วนความเป็นหนึ่งเดียวทำให้เกิดปรากฏการณ์หลอมรวมเป็นเอกภาพ

ความฉลาดนั้นมองง่าย ส่วนปัญญานั้นมองยาก เราบอกได้ไม่ยากเมื่อพบคนฉลาด แต่บอกได้ยากนักว่าใครคือผู้มีปัญญา ผู้มีปัญญานั้นนิ่งเงียบ เป็นผู้เฝ้ามอง ขณะที่ผู้มีความฉลาดนั้นเสียงดัง ผู้มีปัญญาจึงคงอยู่ในความธรรมดาแตกต่างกับผู้มีความฉลาด บางครั้งเราได้พบผู้มีปัญญาโดยไม่รู้ เหมือนได้สัมผัสสายลมเย็น รู้สึกได้ แต่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นภาพ

☆Updateเพิ่มเติม; บทความของคุณเล็ก(สหายธรรม)

คำว่าปัญญาและคำว่าสติที่ใช้ทางโลกมีความหมายคนละอย่างกับความหมายในทางธรรม

ปัญญาที่เป็นไตรสิกขาต่างกับปัญญาความรู้
สติที่เป็นสติปัฏฐานต่างกับสติในการดำรงชีวิต

จึงควรตระหนักไว้ว่าเมื่อเรียนธรรมะนั้นเรากำลังเข้าใจด้วยความหมายทางโลกหรือทางธรรมกันแน่

พุทธิสติคือการรู้กายรู้ใจเรียนรู้สภาวะธรรมในชีวิตประจำวัน
ไม่ใช่นั่งสมาธินั่งจินตนาการทำความเข้าใจ

พุทธิญาณคือการรู้ที่ชัดของสฬายตนะ
จนเห็นความจริงในมุมของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

พุทธิปัญญาคือการเห็นแจ้งแทงตลอดในทุกข์
เหตุแห่งทุกข์ ความดับของทุกข์และหนทางปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น

แต่ทว่าในปัจจุบันคำว่าพุทธิปัญญาถูกใช้ในทางโลกเป็นปัญญาความรู้ไปแล้ว

☆Updateเพิ่มเติม; บทกวีของคุณบุษบา(สหายธรรม)

intuition ญาณปัญญา นั้นมาเอง
จิตไม่เพ่ง ไม่เล็งผล จนลำบาก
พ้นความคิด จิตที่หลง ดำรงมรรค
ปราศจาก อยากโลภะ เจตนา

intellect ปัจเจกมี ปรีชาญาณ
จากการอ่าน จากการเรียน เพียรค้นคว้า
อย่ายึดติด ความคิดจำ ตามตำรา
เชื่อสัญญา หาได้เห็น เป็นภาพมัว

instinct เป็นสัญชาต ญาณดี
คือการที่ มีสำนึก รู้สึกทั่ว
จึงรู้ชัด สัมผัสรู้ อยู่กับตัว
ไม่ใช้หัว เป็นตัวคิด พาจิตล้น

cognitive processing สามสิ่งรู้
นำไปสู่ ประตูชัย ได้มรรคผล
เลือกประเภท ตามเหตุใช้ ดั่งใจตน
เพื่อหลุดพ้น ไม่ทนทุกข์ ประยุกต์มัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น