วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563
การค้นพบตัวเอง
การค้นพบตัวเองคือรู้ว่าตัวเองชอบอะไร รักที่จะทำสิ่งใด ทำให้มี Passion กับมันจึงเกิดความเพียร ความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อจนกระทั่งประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ มันคือการสนองอัตตาตัวตนแม้ในบางครั้งอาจทำให้หลงตัวเกิดอีโก้ไปบ้าง ถ้ามนุษย์ไม่มีทิฏฐิมานะก็จะไม่มีแรงผลักดันให้กระทำสิ่งที่ยากลำบาก คนเก่งมักจะมีความปรารถนาในการเอาชนะผู้อื่นจึงอดทนบากบั่นฝึกฝนตนเองอย่างหนัก ดังนั้นการฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึงจึงเป็นคำกล่าวที่โดนใจนักล่าฝันมาทุกยุคทุกสมัย
ความร่ำรวยความสำเร็จคือความภูมิใจและการเป็นผู้ที่สุดยอดในอาชีพนั้นสนองอัตตาตัวตน เป็นสิ่งมนุษย์ไม่อาจละทิ้งได้เพราะมันคือเป้าหมายของชีวิต ถ้าไม่มีมันเสียแล้วในแต่ละวันคงจะหมดอาลัยตายอยาก ด้วยเหตุนี้การดิ้นรนจึงไม่มีวันสิ้นสุด จากที่หมายหนึ่งไปสู่อีกที่หมายหนึ่งยังล่อหลอกให้เราตามความฝันอันมีที่หมายต่อไปและต่อไปเรื่อยๆอยากไปต่อไม่รู้จบจนถึงวันตาย
การค้นพบตัวเองอีกอย่างที่ไม่ใช่การคิดฝันหวังความสำเร็จนั้นคือการเรียนรู้ตัวเองเพื่อที่จะรู้จักตัวเองอย่างแท้จริง มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่คนทั้งหลายมองข้ามหรือคิดว่ารู้จักตัวเองเข้าใจตัวเองดีแล้ว ความเป็นเราที่ยึดถือนั้นมันเป็นแค่บทบาทสมมุติที่เราแสดงในสังคมหรือหน้าที่การงานยังไม่ใช่ตัวตนอันแท้จริง จนกระทั่งเราไปต่อไม่ได้จบสิ้นบทบาทการเป็นตัวละครนั้นแล้วเราก็ยังโหยหามันอยู่
แม้แต่ตอนนี้เมื่อเราอยู่คนเดียวเรากลายเป็นอีกคนที่แสนธรรมดาไร้ภาพลักษณ์ในใจใครรวมทั้งไม่ต้องแสดงบทบาทในสถานะสมาชิกหนึ่งของครอบครัว การอยู่กับตัวเองจริงๆที่วางหัวโขนแล้วโดยไม่มีเป้าหมายในหัวอาจทำให้เรารู้สึกว่างเปล่าจนทนไม่ได้ต้องออกไปพบปะผู้คนหรือหยิบมือถือขึ้นมาพาตัวเองกลับไปอยู่กับการมีตัวตน การได้สนองอัตตาอย่างที่คุ้นเคยสุดท้ายแล้วเราก็พลาดหลงอยู่ในวัฏจักรเดิมๆ ที่ใจร้อนรุ่มกระวนกระวายทุกเวลาต่อไป
☆Updateเพิ่มเติม; บทความของคุณเซน(สหายธรรม)
เพราะปุถุชนถูก "อัตตาตัวตน" ครอบงำเป็นหนึ่งเดียวกัน ปุถุชนจึงเป็นผู้หลงไม่รู้เนื้อรู้ตัว การเจริญสติปัฏฐานจึงมีความสำคัญที่สุดบนเส้นทางนี้ เพื่อที่จะแยกตัวเราออกมาเป็น "ผู้เห็น"
สิ่งที่ถูกรู้ถูกแยกโดยผู้เห็น สภาวะธรรมใดปรากฎจึงถูกเรียนรู้ไปโดยไม่แทรกแซง มันจะละเอียดแยบคายขึ้นเรื่อยๆ เราจะสนุกกับการเรียนรู้ความจริงแบบซื่อๆ ในขณะที่ความคิดก็อยู่อีกฝั่งหนึ่ง เราจะรู้เท่าทันความคิดว่ามันคือ "ลูกสมุน" ของ "อัตตาตัวตน"
"อัตตาตัวตน" ไม่ใช่ซาตาน ไม่ใช่ปีศาจร้าย ที่ต้องล่ามโซ่คุมขังมัน จะต้องเรียนรู้พฤติกรรมของมันอย่างเข้าใจและเห็นอกเห็นใจมัน เรากับมันแยกเป็นอิสระต่อกันอย่าให้มันเป็นตัวเราเท่านั้นเอง
การเกิดอริยมรรคอริยผลต้องพึ่ง "อัตตาตัวตน" คนที่ "Self" จัด "Ego" จัดไม่ใช่ไม่ดี เพียงแต่ต้องรู้จักมัน มีสติเห็นมันอยู่เนืองๆโดยไม่ต้องควบคุมมัน ให้เจริญภาวนาและอยู่กับ "อัตตาตัวตน" อย่างสันติ
การเห็นโลกภายในที่มี "อัตตาตัวตน" นี้คือ "วิปัสสนาญาณ" ของจริงที่จะทำให้วันหนึ่ง รู้แจ้ง "อนัตตาธรรม"
ไตรลักษณ์ที่ใช้ความเข้าใจนั้นเป็นเพียงการหมายรู้อันเป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น การคิดไตรลักษณ์แล้วปล่อยวางจึงไม่สามารถเกิด "มรรคผล"
การเกิด "มรรคผล" ต้องอาศัย "ตัวตนภายใน" ที่เป็น "ตัวผู้รู้" ในการเห็นความจริงไปที่ละขั้นจนกระทั่ง "ตัวตนภายใน" ที่ไม่ใช่เรามันเติบโตบรรลุวุฒิภาวะเลิกเป็นเด็กติดสังโยชน์เป็นลำดับๆไป
จิตเรานี้เหมือนเด็กติดของเล่นติดเกม "ตัวตนภายใน" นี้มันไม่ยอมโตมันเป็น "เด็กแก่แดด" ที่หลอกเราครั้งแล้วครั้งเล่า พระอริยะจึงยังมีอัตตาตัวตนที่ยังทิ้งไม่ได้เพราะมีอวิชชาเป็นผู้ให้กำเนิดมันอยู่
พระอรหันต์ไม่มีจิตที่เป็นผู้หลงไม่มีจิตที่เป็นผู้รู้แต่ท่านยังมีจิตซึ่งไม่มีอวิชชา ท่านยังมีวิญญาณเพราะยังมีผัสสะครบ ยังมีขันธ์ 5 ยังมีธาตุ 4 ครบ พระอรหันต์นิพพานทั้งที่มีชีวิตจึงไม่มีอะไรสูญ จิตและวิญญาณยังคงเป็นกระแสเกิดดับสืบเนื่องไปจนถึงวันตาย
ไม่มีการทำลายจิตหรือทำลายวิญญาณ
ลูกหลานคือทายาทสืบทอดธาตุและขันธ์ของเรา เราจะเห็นความเป็นเราในตัวลูกหลานแต่ละคนที่เรียกว่ากรรมพันธ์ บางคนเห็นกรรมของตนที่ทำไว้ตกไปถึงลูกหลานแล้วได้รับผลกรรมนั้นเหมือนตกนรก ภพ ภูมิ ที่ไม่เคยเห็นก็จะเห็นว่ามันอยู่ในใจตนนี่เอง
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
-
การค้นพบตัวเองคือรู้ว่าตัวเองชอบอะไร รักที่จะทำสิ่งใด ทำให้มี Passion กับมันจึงเกิดความเพียร ความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อจนกระทั่งประสบความสำเร็จใ...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น