วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

ความรู้ตัว


ประสบการณ์ในชีวิตทุกชนิดเป็นภาพหลอนทีี่เกิดขึ้นในคอนเซ็พท์เวลาหรือในมิติเวลา แต่ว่าในทุกประสบการณ์จะมีปัจจัยหรือองค์ประกอบหนึ่งซึ่งอยู่นอกมิติของเวลาคลุกเคล้าอยู่ด้วยเสมอ องค์ประกอบนั้นก็คือสิ่งที่ผมเรียกว่า "ความรู้ตัว" นั่นแหละ แต่ว่าความรู้ตัวนี้มันก็มีได้ถึงสามสถานะ กล่าวคือ

     ในสถานะที่ 1. ถ้าเป้าที่ความรู้ตัวไปรับรู้นั้นเป็นเป้าที่ถักทอขึ้นมาจากความคิดอย่างซับซ้อนแนบเนียนกลายเป็นคอนเซ็พท์ ความเชื่อ แล้วต่อยอดเป็นความสำคัญมั่นหมายว่านี่คือตัวเราอยู่ด้วย เราก็เรียกความรู้ตัวที่เข้าไปผูกพันคลุกเคล้าอยู่กับเป้าแบบนี้ว่า "ความเป็นบุคคล (persona)" ซึ่งก็คือคุณคนที่ถือว่าตัวเองเป็นเจ้าของร่างกายที่เป็นผู้ใหญ่คนนี้

     ในสถานะที่ 2. เมื่อความรู้ตัวถอยแยกออกมาจากเป้า (object) ที่ตัวเองเฝ้าสังเกตอยู่ เราเรียกความรู้ตัวที่เฝ้ามองเป้าโดยไม่เข้าไปเกาะเกี่ยวผูกพันนี้ว่าเป็น "ผู้สังเกต (witness)" หรือ "จิตสำนึกรับรู้ (consciousness) ยกตัวอย่างเช่นคุณคนที่เป็นเด็กทารกอายุสองเดือนที่ขี่คอคุณอยู่นั่่นคือผู้สังเกต

     ในสถานะที่ 3.  เมืื่อความรู้ตัวเป็นความรู้ตัวเพียวๆคือตื่น รู้ เบิกบาน อยู่เท่านั้นโดยไม่ได้ผูกกับอะไรเลย เราเรียกความรู้ตัวในลักษณะนี้ว่าเป็นความรู้ตัวบริสุทธิ์ (pure awareness) ซึ่งบางศาสนาก็เรียกว่าปรมาตมัน บางศาสนาก็เรียกพระเจ้า บ้างก็เรียกเต๋า บ้างเรียกว่าความจริงสูงสุด (Supreme reality) บ้างก็เรียกนิพพาน สุดแล้วแต่จะเรียกกันไป แต่หมายถึงสิ่งเดียวกัน คือความว่างไรัขอบเขตที่มีความตื่น รู้ตัว มีพลังเมตตา ที่ดำรงอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้นอกมิติเวลาไม่มีเกิดไม่มีีตาย และไม่เกี่ยวอะไรกับความคิดและร่างกาย
  
     ทั้งสามสถานะนี้เป็นสิ่งเดียวกันที่ไม่เหมือนกัน แต่มีความเชื่อมโยงกัน ถ้าคุณอยู่ในสถานะที่ 1 คือเป็นความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นบุคคล คุณไม่มีทางเห็นสถานะที่ 3 คือความรู้ตัว แต่ถ้าคุณอยู่ในสถานะที่ 2 คือเป็นจิตสำนึกรับรู้หรือเป็นผู้สังเกตที่ไม่เข้าไปคลุกด้วย เมื่อคุณเฝ้าสังเกตจนความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นบุคคลหมดไป คุณจะเห็นสถานะที่ 3 คือความรู้ตัวบริสุทธิ์ ผมอธิบายคุณได้แค่นี้แหละ เพราะพูดมากกว่านี้คุณก็ยิ่งไม่เข้าใจ ตราบใดที่คุณไม่ได้อยู่ในสถานะผู้สังเกตที่ความเป็นบุคคลของคุณหมดสิ้นแล้ว ไม่ว่าพูดอย่างไรคุณก็จะยังไม่เห็นความรู้ตัวอยู่นั่นเอง

     ว่าจะไม่พูดมากให้เกินงามแล้วนะ ขออธิบายเพิ่มอีกหน่อยนะ เปรียบเรื่องความรู้ตัวนี้เป็นเรื่องน้ำในมหาสมุทร จิตสำนึกรับรู้หรือผู้รู้ตัวก็เหมือนคลื่นน้ำ ขณะที่ความรู้ตัวนั้นเหมือนเนื้อน้ำในมหาสมุทรที่นิ่่ง อยู่ข้างล่าง การเคลื่อนไหวของคลื่นน้ำก่อให้เกิดภาพหลอนเรื่องเวลา นั่นก็คือสำนึกว่าเป็นบุคคล แต่ว่าคลื่นนั้นเคลื่อนไหวอยู่บนความนิ่งของเนื้อน้ำมหาสมุทรนะ เนื้อน้ำนั้นอยู่นิ่งๆ อยู่นอกคอนเซ็พท์เวลา แต่เพราะมีมหาสมุทรที่นิ่งเป็นตัวรองรับอยู่ข้างล่างจึงเห็นคลื่นวิ่งเป็นระลอกอยู่ข้างบน

     ประเด็นสำคัญคือคุณอย่าไปหยิบฉวยเวลาไม่ว่าอดีตหรืออนาคตว่าเป็นความจริง คุณรู้ว่าอะไรจริงก็เฉพาะถ้ามันอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้เท่านั้น มองเดี๋ยวนี้ให้เห็นว่ามันไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด มองอย่างระวังระไวว่ามันมาจากไหน มันจะไปไหน แล้วคุณก็จะพบภาวะไร้เวลาที่อยู่เบื้องหลังเดี๋ยวนี้ อุปมาเมื่อคลื่นน้ำสงบก็กลับไปเป็นผิวสมุทรที่นิ่ง แต่ละโมเมนต์ของเดี๋ยวนี้ก็ล้วนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของมันที่นิ่งไม่มีจุดเริ่มต้นไม่มีจุดสิ้นสุด

    ออกจากเวลามาอยู่ที่เดี๋ยวนี้ ก็คือออกจากชีวิตที่เก่าๆอับๆในมิติของเวลามาอยู่กับชีวิตที่สดๆใหม่ๆซิงๆนอกมิติเวลา เลิกเอาความจำเก่าๆไปผูกกับอนาคตให้เกิดความหวังหรือความกลัว เปิดรับอะไรใหม่ให้เข้ามาสู่ชีวิตที่เดี๋ยวนี้ทีละโมเมนต์ รับรู้ ยอมรับ ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา ยอมรับมันตามที่มันเป็น มันมาก็สนุกกับมัน มันไปก็ไม่ไปโศกเศร้าถวิลหา นี่คือความสดของการใช้ชีวิต นี่แหละคือที่ผมพูดว่าพอกันทีกับชีวิตที่เก่าๆอับๆเหมือนขนมปังขึ้นรา

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น