วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

ค่าเลข 0 นั้นสำคัญไฉน


เสียงที่มาจากแหล่งกำเนิดเสียงได้แก่เสียงร้อง เสียงเครื่องดนตรี คือ  "คลื่นความถี่เสียง" ที่ผ่าน Microphone เป็น "รูปธรรม"  ที่เราสามารถเรียนรู้กระบวนการด้วย "ปรีชาญาณ"

การทำเครื่องเสียงกลางแจ้ง(PA.)นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ช่อง Input คือทางเข้าของเสียงอันเป็นรูปธรรมผ่านเครื่อง Mixer ซึ่งแต่ละช่องมีปุ่มปรับแต่งเสียง Hi Mid Low ถูกตั้งค่าเบื้องต้นไว้ตรงกลางคือเลข 0 การบิดปุ่มแต่ละอันไปซ้าย(-)หรือขวา(+) จะทำให้เสียง *เปลี่ยน* ไปจากเสียงที่เข้ามาแล้วส่งออกช่อง Output ไปยังเครื่องขยายเสียงเปิดออกลำโพง

ความเข้าใจง่ายๆนี้มีความสำคัญที่เอาค่าเลข 0 เป็นความจริงของเสียง(Audio)เพื่อใช้ทดสอบฟังลำโพงก่อนเริ่มทำการปรับแต่งเสียงสดๆด้วยเครื่องมือ Prosessor อื่นๆ

ในขณะที่เสียงจากลำโพงอันเป็น *รูปธรรม* ผ่านหูของเราเข้ามายังโสตประสาทเกิดเป็น *นามธรรม* นั้นไม่มีตัวเลข 0 เพื่อบอกให้รู้ความจริงของเสียง ความแม่นยำของหูแต่ละคนมีศักยภาพไม่เท่ากัน *การรู้* เสียงอันเป็น *นามธรรม* จึงไม่เที่ยงตรงเพราะไม่มีตัวเลขบอก ไม่เหมือนเสียงอันเป็น *รูปธรรม* ที่มีเครื่องมือแสดงผลตรงตาม *ความรู้* ในตำราแล้วปรับแต่งค่าตัวเลขตามความถี่ได้

แต่ละคนจึงต้องมีเพลงที่หูของตัวเองจำได้เอามาใช้เปิดเป็น Sound check หลังจากติดตั้งเครื่องเสียงเสร็จในแต่ละงาน เสียงเพลง(Audio file)ที่ผ่าน Mixer ที่ค่าเลข 0 ร่วมกับความจำของหูเป็นความจริงที่ใช้อ้างอิงในการปรับแต่งอุปกรณ์ทั้งหมดอย่างมั่นใจ

การทำงานระบบเสียงกลางแจ้งแบบ real time กับการเจริญจิตตานุปัสสนากรรมฐานด้วยการอยู่กับปัจจุบันมีสติรู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยอาศัยค่าเลข 0 เป็นฐานที่มั่น

ตัวผู้รู้ได้ยินเสียงที่ผิดไปจากความจริง(+-)
เพราะหูที่เป็นกลางอยู่ที่ 0 ตั้งมั่นรับรู้เสียงที่ได้ยิน
ถ้าหูไม่เป็นกลางอยู่ที่ 0 เสียแล้วจะไม่สามารถจับย่านความถี่ที่มันขาดหรือเกินได้แจ่มชัด(+-)

ตัวผู้รู้เห็นจิตกระเพื่อมเมื่อผัสสะถูกกระทบ(+-)เพราะใจที่เป็นกลางอยู่ที่ 0 ตั้งมั่นรับรู้สิ่งที่กระทบผัสสะ
ถ้าใจไม่เป็นกลางอยู่ที่ 0 เสียแล้วจะไม่สามารถเห็นวิถีจิตในขันธ์5ได้แจ่มชัด(+-)

0 คืออะไร
(ลองใช้การคิดคำนวณทำความเข้าใจ)

การรู้ด้วยวิปัสสนาญาณถึงความจริงอันพ้นจากตรรกะนั้นเมื่อจะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจจะใช้ "ติ๊งต่าง" บอกให้รู้แทน "ของจริง" นั่นคือใช้ "สมมุติบัญญัติ" บอกให้ปุถุชนเข้าใจ "สัจธรรม" แต่อย่าได้หมายเอาว่ามันคือ "ของจริง"

คนที่ใช้สมองเรียนรู้ธรรมะอย่างที่เรียกว่าใช้ "ความคิดนำปัญญา" จะเอาความรู้จากตัวหนังสืออันเป็น "ติ๊งต่าง" หรือ "สมมุติบัญญัติ" มาตีความโดยเชื่อว่ามันคือ  "สัจธรรม" โดยไม่เฉลียวใจว่ามันไม่ใช่ "ของจริง"

 ครั้นเมื่อมีคนอธิบาย "ของจริง" ด้วย "ติ๊งต่าง" ที่ไม่มีในพระไตรปิฎก เขาก็จะบอกว่ามันคือ "มิจฉาทิฏฐิ" การยึดติด "สมมุติบัญญัติ" คือไม่รู้ความหมายที่แท้จริงในตัวหนังสือเรียกว่า "ปทปรมะบุคคล"

"0 คือติ๊งต่างที่ไม่มีในพระไตรปิฎก" ศูนย์ไม่ได้แปลว่า "สูญ" ไม่ได้แปลว่าไม่มีสิ่งใด

0 คือ เสียงที่มาจากเสียงต้นฉบับไม่ใช่ความเงียบ
0 คือ วิญญาณที่ไม่ถูกเวทนา สัญญา สังขารย้อมสี
0 คือ จิตบริสุทธิ์อันพ้นจากราคะ โลภะ โทสะ โมหะ
0 คือ ความคิดที่ถูกวางความเชื่อในกาลามาสูตรแล้ว

คำว่า "ว่าง" จึงไม่ใช่ไม่มีอะไรเลยแต่หมายถึง "ว่างจากการถูกครอบงำด้วยสิ่งใดๆ"

"0" จึงเป็นความ "ว่าง" มิใช่สิ่งนั้นไม่มีอีกแล้ว
การเข้าถึงความเป็น 0 ได้คือการรู้ถึง "ของจริง"
"เรา" ที่ไม่มี "ความเป็นเรา" คือ 0
"เรา" ของพระอรหันต์ไม่มี "ความเป็นเรา" ให้ยึด
พระอรหันต์ไม่มี "ความเป็นพระอรหันต์" ให้ยึด

การสอนว่า "ไม่มีเรา" คือเราที่ไม่มีความเป็นเรา
"ตถาคต" คือเราที่ไม่มีความเป็นเราอันเป็นตัวตนถาวร
การละสักกายทิฏฐิคือเห็นว่าตัวตนถาวรไม่มี

คือการแย้งคำสอนเรื่อง "อาตมัน" ที่มีมาก่อนพุทธกาล
เราไม่ใช่ "อาตมัน"  เราคือ "ตถาคต" มิใช่ตัวตนอมตะ
"ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา" คือเห็นเราที่เป็น 0
ถ้าปัญญาไม่แยบคายพอจะว่า "ไม่มีเรา" นี้พระสอนผิด

เรานั้นมีตั้งแต่เกิดจนตาย
ไม่ใช่มีตั้งแต่ก่อนเกิดหรือหลังตาย
ตอนมีชีวิตเราคือ ศูนย์ (มีตถาคต)
หลังจากตายเราคือ สูญ (ไม่มีอาตมัน)

ผู้มีปัญญาหรือผู้เจริญอริยมรรคจึงมีตัวผู้รู้ที่รู้ว่า 0 นั้นสำคัญอย่างไร

ถ้าไม่ได้ 0 ตัวผู้รู้ก็ไม่ต่างจากคนสายตาสั้นที่เห็นแต่ใกล้ๆแต่สิ่งที่ไกลออกไปเห็นมัวๆ
ถ้าได้ 0 คือได้แว่นสายตาที่ทำให้เห็นชัดแจ๋วแบบ infinity เหมือนเห็นดวงจันทร์ต่างกับตอนไม่ใส่แว่น

การรู้ 0 คือรู้ว่า "นิโรธ" เป็นอย่างไร
1. รู้ด้วยการคิดคำนวณของสมอง
2. รู้ด้วยการเข้าฌานระดับสูง
3. รู้ด้วยการเจริญสติรู้ตัว
4. รู้ด้วยการทำวิปัสสนา
5. รู้ด้วยการเกิดมรรคผล
6. รู้ด้วยการเกิดเจโตวิมุตติ
7. รู้ด้วยการเกิดปัญญาวิมุตติ
เมื่อรู้ 0 หรือรู้นิโรธแล้วจึงรู้ว่า "ปฏิบัติอะไรเพื่ออะไร"
ปุถุชน พระอริยบุคคล พระอรหันต์ จึงรู้อริยสัจ 4 ไม่เท่ากัน

ขอบคุณ : คุณสามารถ

การมองดวงจันทร์ด้วยความเชื่อโบราณ
กับการมองดวงจันทร์ด้วยความไม่งมงาย
เหมือนกับการเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดตามฮินดู
กับการเห็นปฏิจจสมุปบาทตามพระพุทธเจ้าสอน
☆อย่างนี้ปุถุชนใช้สมองคิดคำนวณก็ละสักกายทิฏฐิได้แล้ว

ถ้าเอาความเชื่อมานำความคิด
แล้วเอาความคิดไปนำปัญญา
การตีความตามตัวหนังสือก็ผิด
คนอย่างนี้แหละที่เรียกว่า "ปทปรมะ"

☆Updateเพิ่มเติม; บทความของคุณเล็ก(สหายธรรม)

เราคือผู้เห็นความเป็นเรา
ความเป็นเราที่เรายึดถือเรียกว่าอัตตา
เรามีอัตตาจึงปรุงแต่งจิตให้มีตัวตน
ตัวตนให้วิญญาณอาศัยเวียนว่ายตายเกิดในใจ

ถ้าเราละทิ้งความเป็นเราได้
เราจะไม่มีอัตตาที่ไปปรุงแต่งจิตเป็นตัวตน
เมื่อนั้นจะมีแค่เรากับมีแค่จิต
แต่ไม่มีอัตตาและไม่มีตัวตน

เราที่ไม่เป็นใคร = 0
จิตที่ไม่เป็นอะไร = 0
วิญญาณจึงไม่มีตัวตนให้อาศัย = 0
หลังจากตายทั้ง 3 สิ่ง = 0

จิตไม่ใช่เรา = อนัตตา
วิญญาณไม่ใช่เรา = อนัตตา
กายไม่ใช่เรา = อนัตตา
ใจไม่ใช่เรา = อนัตตา

เราเป็นเพียงผู้นอนหลับและฝันตั้งแต่เกิดจนตาย
เมื่อใดที่เราตื่นได้ครั้งหนึ่งแล้วเราจะรู้จักฝึกการตื่น
พระอรหันต์คือผู้ที่ตื่นถาวรไม่หลับอีกไปจนวันตาย
ตายแล้วจึงไม่มีเราให้ใช้แต่งนิยายสร้างละครภาค 2

รูปธรรม
อวิชชา = พ่อแม่ไม่รู้ว่าการเกิดทางกายคือเหตุแห่งทุกข์
สังขาร = เราเกิดมามีร่างกายตามกรรมพันธ์อันเป็นตัวทุกข์
วิญญาณ = การรับรู้สิ่งต่างๆจากโลกภายนอกคือปัจจัยของการเกิดความทุกข์

นามธรรม
อวิชชา = ความไม่รู้ว่าการเกิดทางจิตคือเหตุแห่งทุกข์
สังขาร = เรามีเรื่องราวปรุงแต่งของจิตอันเป็นตัวทุกข์
วิญญาณ = การรับรู้สิ่งต่างๆจากโลกความคิดคือปัจจัยของการเกิดความทุกข์

การพ้นทุกข์ได้คือ
สิ้นอวิชชา = คือการทำให้เหตุแห่งทุกข์สิ้นไปด้วยปัญญาสิกขา
วิสังขาร = เห็นแจ้งว่ากายและจิตเป็นตัวทุกข์จึงทิ้งความยึดมั่น
พระอรหันต์ยังมีวิญญาณ = การรับรู้สิ่งต่างๆจากโลกภายนอกและโลกภายในด้วยมีพุทธิสติ-พุทธิญาณ-พุทธิปัญญา

นิพพานไม่สูญคือพระอรหันต์สิ้นอวิชชา
ยังมีร่างกายและจิตเป็นสังขารเช่นมนุษย์สามัญ
ยังมีวิญญาณรับรู้โลกภายนอกและโลกภายในเช่นมนุษย์สามัญ
นิพพานตอนยังมีชีวิตอยู่จึงมีธาตุมีขันธ์เท่าเดิมไม่มีสิ่งใดดับสูญ

สักแต่รู้สิ่งทั้งหลายไปตามความเป็นจริงว่า
มันคงอยู่ตลอดไปไม่ได้เป็นธรรมดา
มันมีความบีบคั้นเป็นธรรมดา
มันบังคับควบคุมไม่ได้เป็นธรรมดา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น